12/27/2009

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 5

สรุปเล่ม 5 แบบรวบรัด: เหลียงเซียวถึงจุดเปลี่ยน เลิกเป็นแม่ทัพมองโกล อาเซวียตาย และกลับมาเจอกิ๊กเก่าฮัวเสี่ยวซวง

เล่ม 5 เนื้อหาแยกเป็นส่วนๆ ค่อนข้างมาก

ช่วงที่ 1: เหลียงเซียวผลุนผลันออกจากค่าย ตาม 2 ปรมาจารย์ กงหยางหวี่และเซียวเชียนเจี๋ยไป โชคชะตาชักนำให้เจอกับวายร้ายตัวใหม่จากชมพูทวีปชื่อ เฮอทวอหลอ ใช้วิชาโยคะ+มีวิชาขลุ่ยเรียกนก เอาไปเอามาเกิดยอดฝีมือ 4 คนปะทะกันเอง คือ
  • บัณฑิตยากไร้ กงหยางหวี่
  • วารีดำ เซียวเชียนเจี๋ย
  • หลวงจีนจิ่วหยู
  • เฮอทวอหลอ
อาเซวียซึ่งตามเหลียงเซียวออกมาโดนเฮอทวอหลอจับไว้ แต่เหลียงเซียวใช้โอกาสที่ยอดฝีมือสู้กัน ช่วยอาเซวียหนีขึ้นเขาเตียวทูฟง หนึ่งใน 72 ยอดเขาหัวซาน โดยมีเฮอทวอหลอไล่ล่า แต่สุดท้ายเหลียงเซียวสร้างนกไม้ (เครื่องบิน) บินลงจากเขา หนีกลับค่ายไปได้


ช่วงที่ 2: เมื่อเหลียงเซียวกลับค่าย ก็เป็นจังหวะที่ทัพมองโกลกำลังจะเผด็จศึก เหลียงเซียวเจอความโหดร้ายของทหารมองโกลในช่วงที่ 1 เลยเริ่มคิดได้ และอัดอั้นจนต้องไปซัดเหล้าแทน เหลียงเซียวยอมปล่อยตัวละครฝ่ายต้าซ้องรวมถึงหวินสูให้หนีรอดไปได้

หลังจากปาเยียนพิชิตต้าซ้องได้ เหลียงเซียวก็พบกับชายชราลึกลับความจำเสื่อมแต่เป็นยอดฝีมือ บุกเข้ามาในค่ายมองโกลและปั่นป่วนจนหนีไป ด้านกุบไลข่านแม้ว่าพิชิตซ้องได้ ก็เจอเครือญาติหักหลัง จึงบัญชาให้เหลียงเซียวยกทัพขึ้นเหนือไปช่วย

เหลียงเซียวตัดสินใจเด็ดขาด พาอาเซวียหนีออกจากกองทัพในคืนนั้น ระหว่างทางไปเจอกับฮ่องเต้เด็กของต้าซ้อง เลยตัดสินใจช่วย และเอาตัวเองเป็นเป้าล่อ แต่พลาดเพราะอาเซวียตามมา และโดนทหารมองโกลฆ่าตาย สุดท้ายเหลียงเซียวดวลกับปาเยียน จนตกน้ำหายไป

ช่วงที่ 3: เหลียงเซียวที่รอดมาได้ความจำเสื่อมไปพักหนึ่ง แต่ดันไปเจอกับเฒ่าประหลาดจนความจำกลับมาเหมือนเดิม และฝึกวิชาโดยต่อสู้กับเฒ่าประหลาดที่ชอบเล่นต่อสู้อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นเหลียงเซียวคิดได้ว่าจะพาเฒ่าประหลาดไปรักษาให้หายความจำเสื่อม เดินทางไปเจอกับ "พระโพธิสัตว์หญิง" ซึ่งก็คือฮัวเสี่ยวซวง เพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งกลายเป็นลูกศิษย์ของฮูโต๋ร้าย อู๋ฉังชิง ทั้งหมดได้พบกันก็ยินดี ส่วนเฒ่าประหลาดแท้จริงแล้วคือ ซื่อเทียนฟง ยอดฝีมือจากเกาะทะเลใต้ที่ทุ่มฝึกวิชาจจนเสียความจำ ซื่อเทียนฟงโดนครอบครัวมาตามตัวกลับ จึงหนีหายไป

ช่วงที่ 4: อู๋ฉังชิงโดนศิษย์น้อง ยมบาลยิ้มฉังหลิง และยอดฝีมือฝ่ายมองโกลไล่ล่า เหลียงเซียวพาฮัวเสี่ยวซวงหนีไปโดยมีเฮอทวอหลอไล่ล่า ระหว่างทางเหลียงเซียวให้ฮัวเสี่ยวซวงช่วยดูคัมภีร์ตำหนักม่วงแรกกำเนิด ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวิชาแพทย์ ทำให้เหลียงเซียวมีวิชาสลับลมปราณหยิน-หยางได้ดั่งใจ แต่พอกลับไปช่วยอู๋ฉังชิง ปรากฎว่าอู๋ฉังชิงโดนทรมาน ตัดแขน ตาบอด แม้ว่าเหลียงเซียวจะไล่ศัตรูไปได้ แต่อู๋ฉังชิงฆ่าตัวตายหนีอัปยศ ทิ้ง "บันทึกเขียวชอุ่ม" ไว้ให้ฮัวเสี่ยวซวง

ช่วงที่ 5: เหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวง เดินทางไปเจอกับนักพรตหญิงเหลี่ยวฉิง (แฟนของกงหยางหวี่ที่เดินทางหลบหนีหน้า) และลูกศิษย์ใบ้ ยาเอ๋อ ฮัวเสี่ยวซวงช่วยผ่าตัดให้ยาเอ๋อหายใบ้ นักพรตเหลี่ยวฉิงจึงถ่ายทอดวิชา "เพลงหมัดเหมยหอม" ให้เป็นการตอบแทน จากนั้นก็แยกทางกันไป

เหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวง เดินทางไปเจอกงหยางหวี่ เหลียงเซียวเปิดเผยต่อกงหยางหวี่ว่าฮัวเสี่ยวซวงเป็นหลานของเขา กงหยางหวี่แยกทางจากไป เหลือให้หนุ่มสาวทั้งสองเดินทางต่อเพียงลำพัง

สรุป: เล่มห้าไม่มันส์เท่าเล่มสี่ แต่ตัวละครที่วางบททิ้งไว้ในเล่ม 3 เริ่มกลับมาสานต่อบทกันมากขึ้น เล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเหลียงเซียวที่จะทิ้งฝ่ายมองโกล กลับมาช่วยเหลือพวกฮั่น และค้นหาเป้าหมายของชีวิตต่อไป

12/24/2009

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4

เล่ม 4 แบ่งเรื่องเป็นช่วงใหญ่ๆ ได้ 4 ส่วนครับ

ส่วนแรก คือการตั้งตัวของเหลียงเซียว หลังจากได้พลังลมปราณของสุดยอดปรมาจารย์ 2 คนในช่วงท้ายเล่ม 3 ก็ปรับฐานพลังลมปราณใหม่ ฝึกวิชาเท้าเพิ่มเติม และสมัครพรรคพวกในละแวกใกล้เคียง เป็นกองกำลังคนหนุ่มส่วนตัวของเหลียงเซียว

ส่วนที่สอง แก๊งของเหลียงเซียวถูกเกณฑ์ทหารจากราชวงศ์หยวน (มองโกล) ไปรบกับซ้องใต้ที่ยังเหลืออยู่ เนื่องจากเหลียงเซียวเคยมีบุญคุณกับปาเยียน แม่ทัพใหญ่ของมองโกลเลยมีเส้นเล็กน้อย ได้คุมกองทัพใหญ่พอสมควรไปตีเมืองเซียงหยาง แต่ปรากฎว่าตีไม่ได้เลยหันไปทำลายสะพานแทน เรื่องตรงนี้ตื่นเต้นมากเพราะใช้คณิตศาสตร์และกลศาสตร์เข้าช่วยมากมาย (เวอร์ไปนิดแต่สนุก) ช่วงนี้เหลียงเซียวมีกิ๊กคนใหม่ชื่อ ลังหยา เป็นสาวเปอร์เซียที่เก่งคณิตศาสตร์พอกัน

ส่วนที่สาม หลังจากทำลายสะพานได้ ทัพมองโกลก็ลุยตีเมืองเซียงหยางกับเมืองฝานเฉิง ช่วงนี้เหลียงเซียวต้องพบกับคู่กัดเดิม "หวินสู" ที่อาสามารักษาเมืองอยู่เรื่อยๆ (พลังฝีมือตอนนี้หวินสูยังเหนือกว่าเล็กน้อย) แต่สุดท้ายด้วยพลังของทัพมองโกลก็ปราบสองเมืองนี้ได้สำเร็จ เหลียงเซียวกลายเป็นแม่ทัพคุมกองกำลังฉินชาเต็มรูปแบบ

ส่วนที่สี่ ขณะที่ปาเยียนและเหลียงเซียวกำลังจะรุกซ้องใต้ต่อไป ก็เจอกับกงหยางหวี่ หนึ่งในสองสุดยอดปรมาจารย์มาขัดขวาง (กะว่ามาฆ่าแม่ทัพโดยเฉพาะ) แต่ก็โดนขัดจังหวะโดยคู่กัดตลอดการ เซียวเชียนเจี๋ย เรื่องก็ดำเนินมาถึงตอนนี้ สองคนกำลังปะทะกันอยู่โดยมีเหลียงเซียวไล่ตามไป

สรุปว่าเล่ม 4 มันส์มาก ผมพบว่าเฟิ่งเกอเขียนฉากสงครามได้ดีกว่าฉากปกติ พอเล่มไหนมีฉากสงครามก็สนุกหมด ดีกว่าเล่ม 3 เยอะ ตัวละครกำลังดี ไม่สับสน ไม่มีมากเกินไป

อยากอ่านเล่ม 5 แล้ว

12/23/2009

“วีรกรรมผู้กล้า” กรณีศึกษา: การศึกที่เมือง “เซียงหยาง”

“นักประวัติศาสตร์” ย่อมเลือกที่จะบันทึกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประวัติศาสตร์ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวอันนองเลือด ทั้งการศึกสงครามของยอดขุนพลผู้ห้าวหาญ และการชิงไหวชิงพริบของนักการเมืองผู้สูงส่ง
แต่กระนั้น มนุษย์ย่อมมีอารมณ์รู้สึกที่หลากหลาย ทั้งรักโลภโกรธหลง ผิดหวัง รื่นรมย์ สับสน โดยสุดที่นักประวัติศาสตร์ผู้เคร่งครัดในความจริงจะสามารถบรรจุลงไปในสารานุกรมประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ของ “ศิลปิน” ที่จะเติมเต็มช่องว่างทาง “อารมณ์” ของห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ร่วมสะท้านสะเทือนใจไปกับ “ความเป็นมนุษย์” ที่ดำรงคงอยู่ในจิตใจของทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ
ในปี 1273 ราชวงศ์ซ่งใต้ที่ได้ชื่อว่า “รุ่มรวยศิลปะ เลอเลิศวิทยาศาสตร์ เจริญมั่งคั่งด้วยการค้า” กำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางด้านการทหาร เนื่องจากเมือง “เซียงหยาง” ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศได้ถูกปิดล้อมด้วยแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพมองโกล ซึ่งหากกำหนดกลยุทธ์ทางการทหารผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย โฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกก็อาจพลิกเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

“เฟิ่งเกอ” ยอดนักประพันธ์นิยายกำลังภายในจีน ได้นำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่แสนเร้าใจในช่วงนี้ มารังสรรค์เป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ “มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า” เพื่อบอกเล่าถึงการต่อสู้ช่วงชิงของผู้คนในยุคนั้น โดยสอดแทรกตัวละครสมมติ พร้อมทั้งความขัดแย้งสับสนในจิตใจ ที่สามารถปรุงรสให้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีรสชาติละเมียดละไมยิ่งขึ้น
“นับตั้งแต่มันรับราชการเป็นทหาร ก็ทำศึกมาครึ่งชีวิต ต่อสู้จากเมืองเหอโจวถึงเมืองเซียงหยาง แม้ทราบว่าทัพมองโกลแข็งกล้า สุดท้ายต้องมีวันนี้ จึงตระเตรียมสู้ตาย แต่เมื่อวันนี้มาถึง กลับไม่ทราบทำอย่างไรดี
หากยอมจำนนจะสูญสิ้นเกียรติศักดิ์ ไม่ยอมจำนนจะเป็นเหตุให้ชาวเมืองเซียงหยางถูกสังหารสิ้น ระหว่างยอมจำนนกับไม่ยอมจำนนหักล้างกันเองวุ่นวาย พลันหวนนึกถึงตอนอยู่ที่เมืองเหอโจว จับมือกับเหลียงเหวินจิ้งขับไล่ศัตรู ทำร้ายกษัตริย์มองโกลสิ้นพระชนมชีพ เลี้ยงฉลองชัยร้องเพลงหาญศึก วันนี้กลับถูกสถานการณ์บีบคั้นบังคับ ไม่ทราบเลือกทางเดินสายใดดี”

(มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4 : 224)
นี่คือ “ความในใจ” ที่แสนสับสนว้าวุ่นของหลี่เต๋อ แม่ทัพรักษาเมืองเซียงหยาง ที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ระหว่างการถูกตราหน้าจาก “ประวัติศาสตร์” ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความล่มสลายของประเทศชาติ หรือการทนเห็นราษฎรหลายหมื่นคนต้องแบกรับทุกข์ทรมานจากการฆ่าล้างเมืองอย่างเหี้ยมโหดของกองทัพมองโกล เพียงเพื่อแลกกับเกียรติยศอัปยศส่วนตัว

แน่นอนว่า “การเตรียมใจสู้ตาย” ย่อมแตกต่างจากการเผชิญหน้าความตายอย่างลิบลับ เพราะไม่ใช่เพียงความเป็นความตายส่วนตัว แต่หมายถึงชีวิตของราษฎรหลายหมื่นคนที่ไม่รู้เรื่องราว ยิ่งกว่านั้น การหวนระลึกถึงชัยชนะอันรุ่งเรืองที่เมืองเหอโจว ก็ยิ่งทำให้ภาพความปราชัยย่อยยัยในเมืองเซียงหยางมีความงดงามในเชิงโศกนาฏกรรมยิ่งขึ้น
อัจฉริยภาพของ “เฟิ่งเกอ” ก็คือ การใส่ภาพความสับสนในจิตใจให้ผู้ชนะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้แพ้ เพราะในขณะที่ “เหลียงเซียว” กำลังยินดีภาคภูมิกับชัยชนะของฝ่ายตนอยู่นั้น เขาเองก็ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างเกียรติประวัติในชัยชนะทางการทหารที่เป็นเรื่องชั่วคราวกับชัยชนะในวิชาคณิตศาสตร์ที่นิรันดร์ยั่งยืนกว่า
แน่นอนว่า “ปาเยียน” แม่ทัพผู้เกรียงไกร ก็ย่อมมีเหตุผลที่ดีงามในการเข้าร่วมยึดครองโลกด้วยการรับใช้จักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่ แต่กระนั้นเหตุผลในการดื่มด่ำกับวิชาคณิตศาสตร์ของ “ลังหยา” กับเหตุผลในการสร้างคุณูปการด้านปฏิทินให้กับมวลมนุษยชาติของ “กั่วโส่วจิ้ง” ก็ล้วนแล้วแต่มีความเย้ายวนใจในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม “คณิตศาสตร์” ที่บริสุทธิ์สวยงามก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เลอเลิศและแยกขาดจากการเมืองได้ เพราะขณะที่ปรมาจารย์ “นัสซูลาติน” ที่แสนเคียดแค้นจักรวรรดิมองโกล ก็ต้องยอมสยบและรับใช้ผู้มีอำนาจเพียงเพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ที่หอดูดาวเมืองมาลากา เช่นเดียวกับการจัดทำปฏิทินที่หากไม่มีอำนาจอันแพร่ไพศาลครอบคลุมดินแดนอันกว้างใหญ่แล้ว ก็ไม่อาจสำรวจวัดเพื่อจัดทำปฏิทินที่แม่นยำได้เลย

ในนิยายอิงประวัติศาสตร์ของหวงอี้ ที่แยกชัดเจนระหว่างชนชั้นนักกลยุทธ์กับชนชั้นสำเร็จเป็นเซียน ก็ย่อมไม่มีความสับสนในจิตใจของแต่ละคนที่จะเลือกระหว่างชีวิตราษฎรกับเกียรติยศส่วนบุคคล ในขณะที่ตัวละครฝ่ายดีของกิมย้งนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์สงคราม จึงทำให้ไม่บังเกิดความขัดแย้งสับสนเช่นนี้

แต่สำหรับตัวละครของเฟิ่งเกอนั้น นอกจากจะเกิดความสับสนระหว่างขุนเขาแห่งเกียรติศักดิ์ส่วนตัวกับชีวิตราษฎรตาดำๆแล้ว ยังมีรูปแบบความทะยานอยากเยี่ยงปัญญาชนที่กระหายใคร่รู้ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ จึงทำให้ความขัดแย้งระหว่างทางเลือกต่างๆของชีวิตมีสีสันและความสลับซับซ้อนใกล้เคียงกับโลกความจริงที่แสนวุ่นวายยิ่งนัก

นี่อาจเป็น “เสน่ห์” ที่แตกต่างของเฟิ่งเกอ ซึ่งสามารถนำความขัดแย้งในจิตใจของมนุษยชาติ มาตีแผ่ได้อย่างสุขุมแนบเนียน จึงทำให้ผู้อ่านทุกคนดื่มด่ำคล้อยตาม และย่อมบังเกิดความรู้สึกว่า “สงคราม” เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตมนุษย์เท่านั้น
ลังหยากล่าวว่า “อาจารย์อยู่ที่หอดูดาวมาลากา แคว้นอีลิข่าน นั่นเป็นหอดูดาวที่งามตระการที่สุดในโลก เก็บสะสมตำรับตำรานับไม่ถ้วน มีเครื่องมือดาราศาสตร์ที่ดีที่สุด ทุกวันท่านอาจารยจะอยู่ที่นั่น สดับฟังเสียงดวงดาวบนท้องฟ้า” เอ่ยถึงตอนนี้ สีหน้าทอแววเคารพเทิดทูนขึ้น
เหลียงเซียวขบคิดแล้วกล่าว “ลังหยา หากท่านกลับแคว้นอีลิข่าน โปรดบอกต่อนัสซูลาตินว่า ข้าพเจ้าพอเสร็จเรื่องในแดนจงหยวน จะไปขอรับคำแนะนำสั่งสอนที่หอดูดาวมาลากา ดูว่าผู้ใดเป็นนักดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และผู้ใดเป็นเทพผู้ปราดเปรื่องที่สุด”
...ลังหยายิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ไม่สนใจผลแพ้ชนะ เพียงยินดีต้อนรับการมาเยือนของผู้ทรงภูมิปัญญา” นางทอดถอนใจคำหนึ่ง ดวงตาทอประกายนึกฝัน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการดูว่า เมื่อปัญญาชนผู้เปรื่องปราดแห่งอาหรับพบกับผู้ทรงภูมิความรู้แห่งดินแดนจงหยวน จะจุดประกายเยี่ยงไร?”

(มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4 : 176-177)
ในท่ามกลางจิตใจที่พุ่งทะยานของคนหนุ่มเยี่ยง “เหลียงเซียว” ย่อมปรารถนาที่จะต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นที่หนึ่ง ไม่แตกต่างกับการทำสงครามชิงแผ่นดินของชาวมองโกล แต่สำหรับปัญญาชนผู้หมกมุ่นในการไขความลับของจักรวาลและดวงดาราแล้ว ก็ย่อมมีวิธีคิดที่แตกต่างไป โดยมีความสุขดื่มด่ำกับการได้แลกเปลี่ยนประกายปัญญากับผู้รู้ใจ ซึ่งผลแพ้ชนะใดๆล้วนไม่มีคุณค่าสาระ

ใช่หรือไม่ว่า ในชีวิตจริงของคนเรา ก็ล้วนแต่ต้องเผชิญกับ “ทางเลือก” ที่แตกต่างหลากหลาย เผชิญกับความสับสนว้าวุ่นใจในท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบเค้นบังคับ ที่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของคนเราในบางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาภายในใจเสมอไป แต่มาจากเหตุการณ์ภายนอกที่พลิกผันไม่แน่นอน

การตัดสินใจเลือกระหว่าง “ความนิรันดร์ของสมการคณิตศาสตร์” หรือ “อำนาจทางการเมืองอันหวานละมุนในช่วงสั้น แต่ไม่จีรังยั่งยืน” ย่อมไม่มีบทสรุปตายตัวว่าควรเลือกสิ่งใด ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการประเมินคุณค่าภายในใจของแต่ละคน

นี่คือ “ความงาม” ที่มีรสละมุน ซึ่งค่อยๆผุดขึ้นมาจากการจิบอ่าน “มหากาพย์ภูผามหานที” ที่ภายใต้การต่อสู้ช่วงชิงอันดุเดือดของแต่ละฝ่ายแล้ว ยังมีอารมณ์อ่อนไหวที่เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติทุกคนหลบซ่อนอย่างเอียงอายอยู่ภายใน

โดยเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ต้นฉบับจาก Siam Intelligence Unit

12/19/2009

ส.ค.ส. ปี 53 จาก น.นพรัตน์

คุณน.นพรัตน์ฝากสวัสดีปีใหม่มาทางสมาชิกพันทิปท่านหนึ่งครับ และนอกจากสวัสดีปีใหม่แล้วก็บอกเล่าข่าวคราวของหนังสือที่จะออกในปีหน้า เห็นในบล็อกนี้มีคนอ่านภูผามหานทีอยู่เลยเอามาฝากกันครับ

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่พ.ศ.๒๕๕๓ ผมขอส่งส.ค.ส.ปี๒๕๕๓ มาอวยพรแทนตน และขอถือโอกาสขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานการแปลของผมมา ณ ที่นี้

ช่วงนี้ท่านคงเพลิดเพลินกับการติดตาม มหากาพย์ภูผามหานที ตอนวีรกรรมผู้กล้า เรื่องนี้สมควรชื่อว่าภูผาคุหลุน ซึ่งจะจบในเล่ม ๘ และเล่ม ๗ ที่จะวางตลาดในเดือน ม.ค.ศกหน้า ท่านจะได้ล่วงรู้ที่มาของชื่อเรื่องคุนหลุน ส่วนเล่ม๘ จะหนาเป็นพิเศษ และรวมความสนุกสนานทั้งหมดไว้ในเล่มจบ

ถัดจากวีรกรรมผู้กล้า ผมจะนำเสนอผลงานทวิภาคของเฟิ่งเกอหรือมหานทีชังไห่ เป็นเหตุการณ์หลังจากภูผาคุนหลุนผ่านไปสองร้อยปี
ประเทศจีนผลัดแผ่นดินจากราชวงศ์มองโกล เข้าสู่ยุคกลางของราชวงศ์หมิง และเต็มไปด้วยยอดฝีมือจากโพ้นทะเล วิชาฝีมือที่พิสดารพันลึก ผมจึงตั้งชื่อเรื่องว่า ยอดวิชาปาฏิหาริย์

ถ้าท่านเคยร่วมงานเปิดตัวมหากาพย์ภูผามหานทีที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ ๒๑ ต.ค. ๕๒ คงทราบจากการสนทนาระหว่างผมกับคุณก่อศักดิ์ว่าจะมีการนำเสนอผลงานของ "กิมย้งหญิง"

ผมขอถือโอกาสนี้แจ้งให้ทราบว่ากิมย้งหญิงเป็นนักเขียนที่กำลังโด่งดังในไต้หวัน ฮ่องกง ขณะที่เฟิ่งเกอเป็นนักเขียนหนุ่มที่มีชื่อในจีนแผ่นดินใหญ่ จึงนับเป็นความโชคดีของนักอ่านชาวไทยที่จะได้อ่านผลงานของผลงานของนักเชียนชื่อดังทั้งทางจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันและฮ่องกง

ในส่วนของ "อุนสุยอัน" ผมจะทยอยปรับปรุงเรื่องผู้หาญหล้าภูษาขาว กวีในดงดาบและจริยะวีรชนออกมา และหากอุนสุยอันมีผลงานใหม่จะหาทางแปลแทรกให้อ่านกัน คิดว่าคงไม่นานเกินรอ (หรืออาจจะรอเก้อก็ได้)

น.นพรัตน์

เครดิตจาก http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K8668213/K8668213.html

12/01/2009

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 3

เหตุการณ์สำคัญในเล่มนี้
  • แม่ทัพเอี๋ยนเหยินไป๋แห่งมองโกล แท้จริงแล้วคือ ปาเยียน ศิษย์พี่คนรองของเซียวอี้หลิง สุดท้ายแยกทางกันไปแบบติดค้างบุญคุณพระเอก
  • เหลียงเซียว+หลิวอิงอิง บุกเข้าป้อมเทพอสนี เพื่อขโมยกล่องเหล็กฉุนหยาง
  • ขโมยของสำเร็จ แต่เหลียงเซียวปะทะกับหวินสู แห่งพรรคอินทรี จนโดนทำลายวรยุทธ
  • หลิวอิงอิงพาเหลียงเซียวหลบหนี แต่โชคร้ายพลัดพรากจากกัน
  • เหลียงเซียวไปตกอยู่ในเงื้อมมือของหานหนิงจื่อ อาจารย์อาของหลิวอิงอิง + ลูกน้องสาว 3 คน
  • หานหนิงจื่อใช้เหลียงเซียวเป็นตัวประกัน ต่อรองเอากล่องเหล็กฉุนหยางจากหลิวอิงอิงมาได้
  • หวินสูชอบหลิวอิงอิงซะงั้น ยอมทรยศสำนักเพื่อความรัก แต่สุดท้ายนางเอกไม่รับรัก
  • เหลียงเซียวถูกขังไว้ในหมู่ตึกของหานหนิงจื่อ เปิดกล่องเหล็กได้สำเร็จ ได้ไอเทมลับ และวิชาลับในกล่องเหล็ก ไอเทมลับช่วยฟื้นฟูกำลังภายในได้
  • ตึกของหานหนิงจื่อโดนบุกโดยศัตรู สู้กันตายเกือบหมด หานหนิงจื่อหนีไปได้ เหลียงเซียวกับอาเซวีย ลูกน้องคนเล็กของหานหนิงจื่อเดินทางออกมาจากตึก
  • ระหว่างทางไปกับกับนักพรตหญิงเหลี่ยวฉิง และลูกศิษย์ใบ้ หยาเอ๋อ ทั้งสี่คนเดินทางขึ้นเขา
  • เหลี่ยวฉิงสอนวิชา "กระบี่คืนซ่อน" ให้เหลียงเซียว เหลียงเซียวค้นพบว่าบนยอดเขามีบัณฑิตยากไร้อยู่หนึ่งคน ช่วยเหลียงเซียวฝึกกระบี่ทุกวันแบบลับๆ
  • ปรากฎว่าบัณฑิตคนนั้นคือ กงหยางหวี่ หนึ่งในยอดฝีมือแห่งยุค แถมยังเป็นอดีตแฟนเก่าของเหลี่ยวฉิงซะด้วย
  • เซียวเชียนเจี๋ยบุกขึ้นเขามาปะทะกับกงหยางหวี่ เหลียงเซียวพลาดไปอยู่กลางระหว่างการปะทะของสองพลัง แถมกินลูกแก้ววิเศษไอเทมลับไป สุดท้ายทั้งสองคนยอมถอนฝ่ามือ แยกตัวออกมา เหลียงเซียวดูดพลังของทั้งสองคนมาใช้ และใช้วิชาลับช่วยย่อยสลายพลังให้เป็นของตัวเอง
สรุปเล่มนี้
  • พระเอกปรับฐานกำลังภายในใหม่ ด้วยไอเทมลับ วิชาลับ และพลังภายในจากสองสุดยอดปรมาจารย์แห่งยุค
  • พระเอกแยกกับนางเอกแล้ว แถมได้กิ๊กใหม่
ตัวละครเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ อ่านไม่ดีระวังงง