วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

คุนหลุนอยู่ที่ใด?

ต้นฉบับจาก isriya.com

ใน มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 7 เหลียงเซียวเดินทางมาถึงภูเขาคุนหลุน (หรือคุนลุ้น) ซึ่งเป็นภูเขาชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ถ้าติดตามนิยายหรือหนังจีนมาบ้าง จะคุ้นกับชื่อคุนหลุนอยู่บ่อยๆ

ปัญหาคือคุนหลุนอยู่ตรงไหน?

ในนิยายบอกแค่ว่าเหลียงเซียวเดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ไม่มีพิกัดให้เห็นชัดเจน คนจีนเค้าคงเรียนกันหมดแล้วในชั้นประถม คนไทยอย่างเราก็ต้องหาข้อมูลเพิ่ม

ง่ายที่สุดคือเปิด Wikipedia โชคร้ายที่หน้าของคุนหลุนใน Wikipedia ไม่ค่อยละเอียดนัก แต่ข้อมูลที่มีบอกว่า มันอยู่ในมณฑลซินเจียง ซึ่งอยู่สุดขอบด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

อย่างไรก็ตาม คุนหลุนไม่ได้เป็นพรมแดนของจีนกับประเทศอื่นๆ ทางด้านนั้น แต่อยู่คั่นกลางระหว่างมณฑลซินเจียงกับทิเบต ซึ่งอยู่ด้านใต้ของซินเจียง

คนไทยนั้นรู้จักภูเขาอัลไต ที่อยู่ในมองโกเลียกันเสียมากกว่า (ต้องขอบคุณกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ถ้าให้เรียงลำดับภูมิประเทศบริเวณตะวันตกของจีน-เอเชียกลาง จากเหนือลงใต้ จะเป็นดังนี้

  • เทือกเขาอัลไต
  • เทือกเขาเทียนซาน (Tian Shan)
  • ทะเลทรายทาคลามาคาน (Taklamakan)
  • เทือกเขาคุนหลุน
  • ทีราบสูงทิเบต
  • เทือกเขาหิมาลัย

ภาพจาก Central Asia Travel

ภาพจาก Wikipedia

ภาพจาก Wikipedia ใส่ตัวหนังสือเพิ่มเล็กน้อย

ไหนๆ สนใจเรื่องภูเขาแล้ว เลยค้นต่อจนไปเจอกับแผนที่แสดงความสูงของประเทศจีน ดูแล้วเข้าใจง่ายดี คุนหลุนหลบอยู่หลังแผ่นที่เขียนว่า Tibetan Plateau

ภาพจาก Visibleholism

วันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 7

เลียนแบบ @markpeak แบ่งเล่ม 7 เป็น 3 ส่วน

กลางทะเล
เริ่มเถื่อน มีกินคนด้วย สุดท้ายรอดได้เพราะติดเกาะ เฮอทวอหลอแอบจับมือกับหวินสูหลอกให้เหลียงเซียวสร้างเรือ แต่โดนซ้อนแผน เหลียงเซียวหนีไปได้ ระหว่างทางเจอสึนามิ ปลาวาฬมาช่วย วันพีชมาก ในที่สุดก็รอดกลับขึ้นฝั่ง เรื่องเหมือนจะดี แต่ดันเกิดดราม่า หลิวอิงอิงยอมแยกทางเพื่อเปิดโอกาสให้ฮัวเสี่ยวซวง

คลี่คลายความแค้น
เหลียงเซียว ฮัวเซิง ฮัวเสี่ยวซวง จ้าวปิ่งถูกล่อให้เดินทางขึ้นเหนือ จนไปช่วยกัวโส่วจิ้งทำปฏิทิน บังเอิญเจอแม่จ้าวปิ่งและญาติทั้งหมดที่โดนบังคับให้บวชอยู่ในอารามไร้รูป หลวงจีนจิ่วหยูมาช่วยแต่พลาดโดนซือเทียนฟงกระแทกบาดเจ็บ ฮัวเสี่ยวซวงกับจ้าวปิ่งโดนจับตัวไป เหลียงเซียวกับฮัวเซิงบุกอีกรอบ ชนะปาซือปาช่วยจ้าวปิ่งออกมาได้ แต่พลาดโดนเซียวเหลิ่งลอบทำร้ายจับตัวไป
เซียวเหลิ่งจับฮัวเสี่ยวซวงมารักษาเซียวอี้หลิง และจับเหลียงเซียวมาเพื่อให้เซียวอี้หลิงเลิกเป็นชี เซียวเชียนเจี๋ยโผล่ออกมา เหลียงเซียวจึงท้าสู้ เซียวอี้หลิงขวางการปะทะสุดท้าย ยอมตาย เซียวเหลิ่งเสียใจฆ่าตัวตายตาม เหลียงเซียวกัฮัวเสี่ยวซวงสมทบกับหลวงจีนจิ่วหยู ฮัวเซิง จ้าวปิ่ง เดินทางไปฝังศพ พบซื่อเทียนฟงและเมีย หลวงจีนจิ่วหยูยอมแพ้ แล้วแยกย้ายกัน เหลือเหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวงพบกับพวกวังความลับฟ้า ฮัวชิงยวนลอบทำร้ายเหลียงเซียวโดยมีหวินสูอยู่เบื้องหลัง
หมิงซันซิวกับฉินป๋อฝูเลือกอยู่ข้างเหลียงเซียว กงหยางหวี่จะสู้กับเหลียงเซียว ฮัวเสี่ยวซวงหวังดีวางยาสลบกะว่าจะช่วย พวกเฮอทวอหลอที่มากับหวินสูก็พาฉังหลิงและใช้ยาสลบด้วยวิธีเดียวกัน เหลียงเซียวจึงโดนรุม แต่ก็ชนะ ฮัวเสี่ยวซวงขอร้องกงหยางหวี่ให้ละเว้น แล้วก็แยกกันไป
ฮัวเสี่ยวซวงโดนหานหนิงจื่อจับไปทรมาน หลังจากท้าสู้อีกครั้งก็ชนะด้วยพิษเย็นในตัวแล้วหนีไป ฮัวชิงยวนตามมาหลังจากสารภาพว่ายังรักกัน หานหนิงจื่นก็ฆ่าตัวตายเพื่อให้กลับไปอยู่กับครอบครัว

ตะลุยแดนภูเขา
เหลียงเซียวไปถึงคุนหลุนจนช่วยฟงเหลียนสาวชาวจิงเจี๋ยจับม้าดาวตกเพลิง และยังช่วยสู้กับทัพมองโกลจนชนะ เหลียงเซียวมองภูเขาและแม่น้ำเหมือนจะคิดวิธีใช้กำลังภายในอีกแบบ
ด้านฮัวเสี่ยวซวงหลบไปรักษาตัวแล้วเดินทางไปที่หลุมศพอีกครั้ง เซียวเชียนเจี๋ยผมขาวอยู่ที่นั่น พวกเฮอทวอหลอตามมารังควาน คราวนี้พาลั่วหมิงฉีกับสี่วิเศษมาด้วย ฉังหลิงทรยศแอบวางยาลั่วหมิงฉี เฮอทวอหลอลอบทำร้ายซ้ำ ลั่วหมิงฉีตาย ฮัวเสี่ยวซวงบังเอิญฆ่าฉังหลิงด้วยพิษในตัวลั่วหมิงฉี เซียวเชียนเจี๋ยบาดเจ็บสู้ไม่ชนะเฮอทวอหลอจึงให้ฮัวเซิงที่พาเจ้าวปิ่งมาพอดีสู้แทน สู้ไม่ได้ซักพัก เซียวเชียนเจี๋ยตัดสินใจสอนฮัวเซิงจนชนะ เฮอทวอหลอแพ้บาดเจ็บสาหัส ฮัวเซิงกับฮัวเสี่ยวซวงและจ้าวปิ่งเดินทางต่อโดยมีเซียวเชียนเจี๋ยแอบตามไปดูแลห่างๆ

คาดว่าเหลียงเซียวจะค้นพบเคล็ดวิชาสุดท้ายที่นี่

วันเสาร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 6

ภูผามหานที 6

เล่ม 6 แบ่งเรื่องได้เป็น 2 ส่วน ครึ่งแรกเป็นละครหลังข่าว ส่วนครึ่งหลังมันคือ Moby Dick!

ครึ่งแรก

เริ่มจากเหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวง (นางเอก No.2) เดินทางออกรักษาโรคไปเรื่อย ระหว่างทางได้พวกใหม่หนึ่งคนคือ หลวงจีนน้อยฮัวเซิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงจีนจิ่วหยู ฮัวเซิงยังอายุไม่เยอะ 16 มั้ง อ่อนต่อโลก แต่มีกำลังกายแข็งแกร่งมาก คณะทั้งสามคนที่ประกอบด้วยผู้กล้า นักบวช และจอมหมัด ก็เดินทางกันต่อไป

จากนั้นเดินทางไปอีกก็เจอกับหานหนิงจื่อ อาจารย์อาของหลิวอิงอิง (นางเอก No.1) มาปล่อยข่าวว่าหลิวอิงอิงโดนประมุขตึกฟ้าหอม ฉู่เซียนหลิว จับไป เหลียงเซียวและคณะเลยต้องไปช่วย

เหลียงเซียวใช้วิธีจับคู่ประลอง 3 ยกกับฝ่ายของตึกฟ้าหอม เดิมพันชิงตัวหลิวอิงอิงมาได้สำเร็จ (เหลียงเซียวสู้เสมอกับฉู่เซียนหลิว โดยช่วยคลายปมหัวใจให้ และฉู่เซียนหลิวเลยยอมเสมอ) แต่จากนั้นก็เข้าข่ายละครไทยคือ ชิงรักหักสวาทกัน โดยหลิวอิงอิงเล่นบทนางร้ายสมัยใหม่ ตามจิกฮัวเสี่ยวซวงเต็มที่ ส่วนฮัวเสี่ยวซวงก็มาสไตล์กบสุวนันท์ คือซื่อบริสุทธิ์ยอมเสียสละ แต่แอบเสียใจอยู่เงียบๆ เหลียงเซียวเลยกลายเป็นพระเอกโลเลตามอย่างเตียบ่อกี้ไปเลย

ชาวคณะทั้ง 4 เดินทางไปอีกช่วงหนึ่งก็เจอกับดงไม้พิษของ ลั่วหมิงฉี ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาจารย์ย่าของฮัวเสี่ยวซวง (คือเป็นศิษย์น้อง ของอาจารย์ปู่ของฮัวเสี่ยวซวง) สุดท้ายฮัวเสี่ยวซวงได้วิชาพิษมาเพิ่มเติม และน่าจะช่วยรักษาโรคพิษเย็นของตัวเองได้ ก่อนจากกัน ลั่วหมิงฉี สอนบทเรียนสำคัญ
"สตรีที่งดงามล้วนเชื่อไม่ได้"

ไม่ใช่ครับ ผิดอัน จริงๆ คือ
"ในโลกนี้ไม่ว่าของใดสามารถยกให้ได้ มีแต่ความรักที่ยกให้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นวันหน้าต้องนึกเสียใจ"
เสี่ยวซวงเลยเริ่มมีความคิดต่อสู้ช่วงชิงผู้ชายขึ้นมาบ้างแล้ว

ครึ่งหลัง

คณะของผู้กล้าเดินทางไปอีกสักพัก ได้ข่าวว่าฮ่องเต้น้อยกำลังมีภัย ทัพซ้องใต้ชุดสุดท้ายหนีไปกบดานอยู่ที่เกาะริมทะเล และทัพมองโกลกำลังเข้าตี เหลียงเซียวคิดถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนเลยตัดสินใจไปช่วย

เหลียงเซียวบุกเข้าไปได้ถึงห้องของฮ่องเต้ในเรือแม่ทัพ ปรากฎว่าฮ่องเต้คนพี่โดนสงครามตรากตรำตายไปแล้ว ส่วนฮ่องเต้องค์น้อยที่ขึ้นแทนก็ป่วยหนัก ขุนนางยังแตกแยกอีกต่างหาก ฮัวเสี่ยวซวง healer ประจำกลุ่มเลบเข้าช่วยเหลือ ระหว่างนั้นก็เจอกับหวินสู คู่แค้นตลอดกาล ที่โดนฮ่องเต้และขุนนางเกลียดอยู่ และกำลังตกต่ำ เข้ามาชิงตัวฮ่องเต้หลบหนีไปพอดี

เรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อ เฮอทวอหลอ นำคณะต่างชาติบุกมาชิงตัวฮ่องเต้เช่นกัน เลยเป็นศึกสามฝ่าย แถมมองโกลตีเข้ามาพอดี เรือแม่ทัพลำนี้รอดจากศึกมาได้ แต่ระหว่างนั้นทั้งสามฝ่ายก็สู้กันมาเรื่อยๆ สุดท้ายเหลียงเซียวพลาดท่าโดนซัดตกทะเลไป

ที่เหลืออยู่บนเรือก็เป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างคนที่เหลือ ฝ่ายพระเอกมีหลิวอิงอิงเป็นผู้นำ ช่วยคิดแผนให้ฮัวเซิงเป็นกำลังให้ ปัญหาคือสู้กันไปสักพักเสากระโดงเรือพังหมด เรือได้แต่ลอยไปเรื่อยๆ อยู่นาน ระหว่างนี้สองสาวนางเอกที่เคยตบกันก็กลับมาดีกันเพราะคิดว่าเหลียงเซียวตายไปแล้ว

สุดท้ายแล้วฝ่ายเฮอทวอหลอชิงมีเปรียบได้ (ผมคิดว่าคาแรกเตอร์ของเฮอทวอหลอจะคล้ายๆ อาวเอี๊ยงฮง ในมังกรหยก คือเป็นตัวร้ายที่เก่งพอตัวและออกมาเรื่อยๆ ไม่ตายสักที) แต่ทันใดนั้น ก็เจอเหลียงเซียวขี่ปลาวาฬกลับมา (โอ้ว)

ปรากฎว่าเหลียงเซียวโดนซัดตกทะเลไปเจอปลาวาฬยักษ์ (ทำยังกะวันพีซ) แล้วฝึกวิชาลมหายใจแบบปลาวาฬ ทำให้กำลังภายในสูงขึ้นอีกขั้น แถมยังไปช่วยปลาวาฬสู้กับฉลาม เลยเป็นมิตรกับปลาวาฬซะงั้น ปลาวาฬพามาส่งที่เรือ พอฝ่ายพระเอกมีเหลียงเซียว สถานการณ์ก็ดีขึ้นมาก เล่ม 6 จบลงที่เหลียงเซียวกับฮัวเซิงกำลังจะผนึกกำลังกันใช้ค่ายกลต่อสู้กับเฮอทวอหลอ

สรุปว่าเล่ม 6 ไม่ค่อยสนุกเท่า 4-5 เพราะตบแย่งพระเอกกันมากไปหน่อย แถมมีปลาวาฬโผล่มาอีก เล่มหน้าคงเข้าสู่แกรนด์ไลน์

วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 5

สรุปเล่ม 5 แบบรวบรัด: เหลียงเซียวถึงจุดเปลี่ยน เลิกเป็นแม่ทัพมองโกล อาเซวียตาย และกลับมาเจอกิ๊กเก่าฮัวเสี่ยวซวง

เล่ม 5 เนื้อหาแยกเป็นส่วนๆ ค่อนข้างมาก

ช่วงที่ 1: เหลียงเซียวผลุนผลันออกจากค่าย ตาม 2 ปรมาจารย์ กงหยางหวี่และเซียวเชียนเจี๋ยไป โชคชะตาชักนำให้เจอกับวายร้ายตัวใหม่จากชมพูทวีปชื่อ เฮอทวอหลอ ใช้วิชาโยคะ+มีวิชาขลุ่ยเรียกนก เอาไปเอามาเกิดยอดฝีมือ 4 คนปะทะกันเอง คือ
  • บัณฑิตยากไร้ กงหยางหวี่
  • วารีดำ เซียวเชียนเจี๋ย
  • หลวงจีนจิ่วหยู
  • เฮอทวอหลอ
อาเซวียซึ่งตามเหลียงเซียวออกมาโดนเฮอทวอหลอจับไว้ แต่เหลียงเซียวใช้โอกาสที่ยอดฝีมือสู้กัน ช่วยอาเซวียหนีขึ้นเขาเตียวทูฟง หนึ่งใน 72 ยอดเขาหัวซาน โดยมีเฮอทวอหลอไล่ล่า แต่สุดท้ายเหลียงเซียวสร้างนกไม้ (เครื่องบิน) บินลงจากเขา หนีกลับค่ายไปได้


ช่วงที่ 2: เมื่อเหลียงเซียวกลับค่าย ก็เป็นจังหวะที่ทัพมองโกลกำลังจะเผด็จศึก เหลียงเซียวเจอความโหดร้ายของทหารมองโกลในช่วงที่ 1 เลยเริ่มคิดได้ และอัดอั้นจนต้องไปซัดเหล้าแทน เหลียงเซียวยอมปล่อยตัวละครฝ่ายต้าซ้องรวมถึงหวินสูให้หนีรอดไปได้

หลังจากปาเยียนพิชิตต้าซ้องได้ เหลียงเซียวก็พบกับชายชราลึกลับความจำเสื่อมแต่เป็นยอดฝีมือ บุกเข้ามาในค่ายมองโกลและปั่นป่วนจนหนีไป ด้านกุบไลข่านแม้ว่าพิชิตซ้องได้ ก็เจอเครือญาติหักหลัง จึงบัญชาให้เหลียงเซียวยกทัพขึ้นเหนือไปช่วย

เหลียงเซียวตัดสินใจเด็ดขาด พาอาเซวียหนีออกจากกองทัพในคืนนั้น ระหว่างทางไปเจอกับฮ่องเต้เด็กของต้าซ้อง เลยตัดสินใจช่วย และเอาตัวเองเป็นเป้าล่อ แต่พลาดเพราะอาเซวียตามมา และโดนทหารมองโกลฆ่าตาย สุดท้ายเหลียงเซียวดวลกับปาเยียน จนตกน้ำหายไป

ช่วงที่ 3: เหลียงเซียวที่รอดมาได้ความจำเสื่อมไปพักหนึ่ง แต่ดันไปเจอกับเฒ่าประหลาดจนความจำกลับมาเหมือนเดิม และฝึกวิชาโดยต่อสู้กับเฒ่าประหลาดที่ชอบเล่นต่อสู้อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นเหลียงเซียวคิดได้ว่าจะพาเฒ่าประหลาดไปรักษาให้หายความจำเสื่อม เดินทางไปเจอกับ "พระโพธิสัตว์หญิง" ซึ่งก็คือฮัวเสี่ยวซวง เพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งกลายเป็นลูกศิษย์ของฮูโต๋ร้าย อู๋ฉังชิง ทั้งหมดได้พบกันก็ยินดี ส่วนเฒ่าประหลาดแท้จริงแล้วคือ ซื่อเทียนฟง ยอดฝีมือจากเกาะทะเลใต้ที่ทุ่มฝึกวิชาจจนเสียความจำ ซื่อเทียนฟงโดนครอบครัวมาตามตัวกลับ จึงหนีหายไป

ช่วงที่ 4: อู๋ฉังชิงโดนศิษย์น้อง ยมบาลยิ้มฉังหลิง และยอดฝีมือฝ่ายมองโกลไล่ล่า เหลียงเซียวพาฮัวเสี่ยวซวงหนีไปโดยมีเฮอทวอหลอไล่ล่า ระหว่างทางเหลียงเซียวให้ฮัวเสี่ยวซวงช่วยดูคัมภีร์ตำหนักม่วงแรกกำเนิด ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวิชาแพทย์ ทำให้เหลียงเซียวมีวิชาสลับลมปราณหยิน-หยางได้ดั่งใจ แต่พอกลับไปช่วยอู๋ฉังชิง ปรากฎว่าอู๋ฉังชิงโดนทรมาน ตัดแขน ตาบอด แม้ว่าเหลียงเซียวจะไล่ศัตรูไปได้ แต่อู๋ฉังชิงฆ่าตัวตายหนีอัปยศ ทิ้ง "บันทึกเขียวชอุ่ม" ไว้ให้ฮัวเสี่ยวซวง

ช่วงที่ 5: เหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวง เดินทางไปเจอกับนักพรตหญิงเหลี่ยวฉิง (แฟนของกงหยางหวี่ที่เดินทางหลบหนีหน้า) และลูกศิษย์ใบ้ ยาเอ๋อ ฮัวเสี่ยวซวงช่วยผ่าตัดให้ยาเอ๋อหายใบ้ นักพรตเหลี่ยวฉิงจึงถ่ายทอดวิชา "เพลงหมัดเหมยหอม" ให้เป็นการตอบแทน จากนั้นก็แยกทางกันไป

เหลียงเซียวกับฮัวเสี่ยวซวง เดินทางไปเจอกงหยางหวี่ เหลียงเซียวเปิดเผยต่อกงหยางหวี่ว่าฮัวเสี่ยวซวงเป็นหลานของเขา กงหยางหวี่แยกทางจากไป เหลือให้หนุ่มสาวทั้งสองเดินทางต่อเพียงลำพัง

สรุป: เล่มห้าไม่มันส์เท่าเล่มสี่ แต่ตัวละครที่วางบททิ้งไว้ในเล่ม 3 เริ่มกลับมาสานต่อบทกันมากขึ้น เล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเหลียงเซียวที่จะทิ้งฝ่ายมองโกล กลับมาช่วยเหลือพวกฮั่น และค้นหาเป้าหมายของชีวิตต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

มหากาพย์ภูผามหานที ภาควีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4

เล่ม 4 แบ่งเรื่องเป็นช่วงใหญ่ๆ ได้ 4 ส่วนครับ

ส่วนแรก คือการตั้งตัวของเหลียงเซียว หลังจากได้พลังลมปราณของสุดยอดปรมาจารย์ 2 คนในช่วงท้ายเล่ม 3 ก็ปรับฐานพลังลมปราณใหม่ ฝึกวิชาเท้าเพิ่มเติม และสมัครพรรคพวกในละแวกใกล้เคียง เป็นกองกำลังคนหนุ่มส่วนตัวของเหลียงเซียว

ส่วนที่สอง แก๊งของเหลียงเซียวถูกเกณฑ์ทหารจากราชวงศ์หยวน (มองโกล) ไปรบกับซ้องใต้ที่ยังเหลืออยู่ เนื่องจากเหลียงเซียวเคยมีบุญคุณกับปาเยียน แม่ทัพใหญ่ของมองโกลเลยมีเส้นเล็กน้อย ได้คุมกองทัพใหญ่พอสมควรไปตีเมืองเซียงหยาง แต่ปรากฎว่าตีไม่ได้เลยหันไปทำลายสะพานแทน เรื่องตรงนี้ตื่นเต้นมากเพราะใช้คณิตศาสตร์และกลศาสตร์เข้าช่วยมากมาย (เวอร์ไปนิดแต่สนุก) ช่วงนี้เหลียงเซียวมีกิ๊กคนใหม่ชื่อ ลังหยา เป็นสาวเปอร์เซียที่เก่งคณิตศาสตร์พอกัน

ส่วนที่สาม หลังจากทำลายสะพานได้ ทัพมองโกลก็ลุยตีเมืองเซียงหยางกับเมืองฝานเฉิง ช่วงนี้เหลียงเซียวต้องพบกับคู่กัดเดิม "หวินสู" ที่อาสามารักษาเมืองอยู่เรื่อยๆ (พลังฝีมือตอนนี้หวินสูยังเหนือกว่าเล็กน้อย) แต่สุดท้ายด้วยพลังของทัพมองโกลก็ปราบสองเมืองนี้ได้สำเร็จ เหลียงเซียวกลายเป็นแม่ทัพคุมกองกำลังฉินชาเต็มรูปแบบ

ส่วนที่สี่ ขณะที่ปาเยียนและเหลียงเซียวกำลังจะรุกซ้องใต้ต่อไป ก็เจอกับกงหยางหวี่ หนึ่งในสองสุดยอดปรมาจารย์มาขัดขวาง (กะว่ามาฆ่าแม่ทัพโดยเฉพาะ) แต่ก็โดนขัดจังหวะโดยคู่กัดตลอดการ เซียวเชียนเจี๋ย เรื่องก็ดำเนินมาถึงตอนนี้ สองคนกำลังปะทะกันอยู่โดยมีเหลียงเซียวไล่ตามไป

สรุปว่าเล่ม 4 มันส์มาก ผมพบว่าเฟิ่งเกอเขียนฉากสงครามได้ดีกว่าฉากปกติ พอเล่มไหนมีฉากสงครามก็สนุกหมด ดีกว่าเล่ม 3 เยอะ ตัวละครกำลังดี ไม่สับสน ไม่มีมากเกินไป

อยากอ่านเล่ม 5 แล้ว

วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

“วีรกรรมผู้กล้า” กรณีศึกษา: การศึกที่เมือง “เซียงหยาง”

“นักประวัติศาสตร์” ย่อมเลือกที่จะบันทึกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประวัติศาสตร์ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวอันนองเลือด ทั้งการศึกสงครามของยอดขุนพลผู้ห้าวหาญ และการชิงไหวชิงพริบของนักการเมืองผู้สูงส่ง
แต่กระนั้น มนุษย์ย่อมมีอารมณ์รู้สึกที่หลากหลาย ทั้งรักโลภโกรธหลง ผิดหวัง รื่นรมย์ สับสน โดยสุดที่นักประวัติศาสตร์ผู้เคร่งครัดในความจริงจะสามารถบรรจุลงไปในสารานุกรมประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ของ “ศิลปิน” ที่จะเติมเต็มช่องว่างทาง “อารมณ์” ของห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ร่วมสะท้านสะเทือนใจไปกับ “ความเป็นมนุษย์” ที่ดำรงคงอยู่ในจิตใจของทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ
ในปี 1273 ราชวงศ์ซ่งใต้ที่ได้ชื่อว่า “รุ่มรวยศิลปะ เลอเลิศวิทยาศาสตร์ เจริญมั่งคั่งด้วยการค้า” กำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางด้านการทหาร เนื่องจากเมือง “เซียงหยาง” ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศได้ถูกปิดล้อมด้วยแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพมองโกล ซึ่งหากกำหนดกลยุทธ์ทางการทหารผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย โฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกก็อาจพลิกเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

“เฟิ่งเกอ” ยอดนักประพันธ์นิยายกำลังภายในจีน ได้นำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่แสนเร้าใจในช่วงนี้ มารังสรรค์เป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ “มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า” เพื่อบอกเล่าถึงการต่อสู้ช่วงชิงของผู้คนในยุคนั้น โดยสอดแทรกตัวละครสมมติ พร้อมทั้งความขัดแย้งสับสนในจิตใจ ที่สามารถปรุงรสให้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีรสชาติละเมียดละไมยิ่งขึ้น
“นับตั้งแต่มันรับราชการเป็นทหาร ก็ทำศึกมาครึ่งชีวิต ต่อสู้จากเมืองเหอโจวถึงเมืองเซียงหยาง แม้ทราบว่าทัพมองโกลแข็งกล้า สุดท้ายต้องมีวันนี้ จึงตระเตรียมสู้ตาย แต่เมื่อวันนี้มาถึง กลับไม่ทราบทำอย่างไรดี
หากยอมจำนนจะสูญสิ้นเกียรติศักดิ์ ไม่ยอมจำนนจะเป็นเหตุให้ชาวเมืองเซียงหยางถูกสังหารสิ้น ระหว่างยอมจำนนกับไม่ยอมจำนนหักล้างกันเองวุ่นวาย พลันหวนนึกถึงตอนอยู่ที่เมืองเหอโจว จับมือกับเหลียงเหวินจิ้งขับไล่ศัตรู ทำร้ายกษัตริย์มองโกลสิ้นพระชนมชีพ เลี้ยงฉลองชัยร้องเพลงหาญศึก วันนี้กลับถูกสถานการณ์บีบคั้นบังคับ ไม่ทราบเลือกทางเดินสายใดดี”

(มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4 : 224)
นี่คือ “ความในใจ” ที่แสนสับสนว้าวุ่นของหลี่เต๋อ แม่ทัพรักษาเมืองเซียงหยาง ที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ระหว่างการถูกตราหน้าจาก “ประวัติศาสตร์” ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความล่มสลายของประเทศชาติ หรือการทนเห็นราษฎรหลายหมื่นคนต้องแบกรับทุกข์ทรมานจากการฆ่าล้างเมืองอย่างเหี้ยมโหดของกองทัพมองโกล เพียงเพื่อแลกกับเกียรติยศอัปยศส่วนตัว

แน่นอนว่า “การเตรียมใจสู้ตาย” ย่อมแตกต่างจากการเผชิญหน้าความตายอย่างลิบลับ เพราะไม่ใช่เพียงความเป็นความตายส่วนตัว แต่หมายถึงชีวิตของราษฎรหลายหมื่นคนที่ไม่รู้เรื่องราว ยิ่งกว่านั้น การหวนระลึกถึงชัยชนะอันรุ่งเรืองที่เมืองเหอโจว ก็ยิ่งทำให้ภาพความปราชัยย่อยยัยในเมืองเซียงหยางมีความงดงามในเชิงโศกนาฏกรรมยิ่งขึ้น
อัจฉริยภาพของ “เฟิ่งเกอ” ก็คือ การใส่ภาพความสับสนในจิตใจให้ผู้ชนะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้แพ้ เพราะในขณะที่ “เหลียงเซียว” กำลังยินดีภาคภูมิกับชัยชนะของฝ่ายตนอยู่นั้น เขาเองก็ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างเกียรติประวัติในชัยชนะทางการทหารที่เป็นเรื่องชั่วคราวกับชัยชนะในวิชาคณิตศาสตร์ที่นิรันดร์ยั่งยืนกว่า
แน่นอนว่า “ปาเยียน” แม่ทัพผู้เกรียงไกร ก็ย่อมมีเหตุผลที่ดีงามในการเข้าร่วมยึดครองโลกด้วยการรับใช้จักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่ แต่กระนั้นเหตุผลในการดื่มด่ำกับวิชาคณิตศาสตร์ของ “ลังหยา” กับเหตุผลในการสร้างคุณูปการด้านปฏิทินให้กับมวลมนุษยชาติของ “กั่วโส่วจิ้ง” ก็ล้วนแล้วแต่มีความเย้ายวนใจในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม “คณิตศาสตร์” ที่บริสุทธิ์สวยงามก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เลอเลิศและแยกขาดจากการเมืองได้ เพราะขณะที่ปรมาจารย์ “นัสซูลาติน” ที่แสนเคียดแค้นจักรวรรดิมองโกล ก็ต้องยอมสยบและรับใช้ผู้มีอำนาจเพียงเพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ที่หอดูดาวเมืองมาลากา เช่นเดียวกับการจัดทำปฏิทินที่หากไม่มีอำนาจอันแพร่ไพศาลครอบคลุมดินแดนอันกว้างใหญ่แล้ว ก็ไม่อาจสำรวจวัดเพื่อจัดทำปฏิทินที่แม่นยำได้เลย

ในนิยายอิงประวัติศาสตร์ของหวงอี้ ที่แยกชัดเจนระหว่างชนชั้นนักกลยุทธ์กับชนชั้นสำเร็จเป็นเซียน ก็ย่อมไม่มีความสับสนในจิตใจของแต่ละคนที่จะเลือกระหว่างชีวิตราษฎรกับเกียรติยศส่วนบุคคล ในขณะที่ตัวละครฝ่ายดีของกิมย้งนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์สงคราม จึงทำให้ไม่บังเกิดความขัดแย้งสับสนเช่นนี้

แต่สำหรับตัวละครของเฟิ่งเกอนั้น นอกจากจะเกิดความสับสนระหว่างขุนเขาแห่งเกียรติศักดิ์ส่วนตัวกับชีวิตราษฎรตาดำๆแล้ว ยังมีรูปแบบความทะยานอยากเยี่ยงปัญญาชนที่กระหายใคร่รู้ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ จึงทำให้ความขัดแย้งระหว่างทางเลือกต่างๆของชีวิตมีสีสันและความสลับซับซ้อนใกล้เคียงกับโลกความจริงที่แสนวุ่นวายยิ่งนัก

นี่อาจเป็น “เสน่ห์” ที่แตกต่างของเฟิ่งเกอ ซึ่งสามารถนำความขัดแย้งในจิตใจของมนุษยชาติ มาตีแผ่ได้อย่างสุขุมแนบเนียน จึงทำให้ผู้อ่านทุกคนดื่มด่ำคล้อยตาม และย่อมบังเกิดความรู้สึกว่า “สงคราม” เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตมนุษย์เท่านั้น
ลังหยากล่าวว่า “อาจารย์อยู่ที่หอดูดาวมาลากา แคว้นอีลิข่าน นั่นเป็นหอดูดาวที่งามตระการที่สุดในโลก เก็บสะสมตำรับตำรานับไม่ถ้วน มีเครื่องมือดาราศาสตร์ที่ดีที่สุด ทุกวันท่านอาจารยจะอยู่ที่นั่น สดับฟังเสียงดวงดาวบนท้องฟ้า” เอ่ยถึงตอนนี้ สีหน้าทอแววเคารพเทิดทูนขึ้น
เหลียงเซียวขบคิดแล้วกล่าว “ลังหยา หากท่านกลับแคว้นอีลิข่าน โปรดบอกต่อนัสซูลาตินว่า ข้าพเจ้าพอเสร็จเรื่องในแดนจงหยวน จะไปขอรับคำแนะนำสั่งสอนที่หอดูดาวมาลากา ดูว่าผู้ใดเป็นนักดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และผู้ใดเป็นเทพผู้ปราดเปรื่องที่สุด”
...ลังหยายิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ไม่สนใจผลแพ้ชนะ เพียงยินดีต้อนรับการมาเยือนของผู้ทรงภูมิปัญญา” นางทอดถอนใจคำหนึ่ง ดวงตาทอประกายนึกฝัน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการดูว่า เมื่อปัญญาชนผู้เปรื่องปราดแห่งอาหรับพบกับผู้ทรงภูมิความรู้แห่งดินแดนจงหยวน จะจุดประกายเยี่ยงไร?”

(มหากาพย์ภูผามหานที ตอน วีรกรรมผู้กล้า เล่ม 4 : 176-177)
ในท่ามกลางจิตใจที่พุ่งทะยานของคนหนุ่มเยี่ยง “เหลียงเซียว” ย่อมปรารถนาที่จะต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นที่หนึ่ง ไม่แตกต่างกับการทำสงครามชิงแผ่นดินของชาวมองโกล แต่สำหรับปัญญาชนผู้หมกมุ่นในการไขความลับของจักรวาลและดวงดาราแล้ว ก็ย่อมมีวิธีคิดที่แตกต่างไป โดยมีความสุขดื่มด่ำกับการได้แลกเปลี่ยนประกายปัญญากับผู้รู้ใจ ซึ่งผลแพ้ชนะใดๆล้วนไม่มีคุณค่าสาระ

ใช่หรือไม่ว่า ในชีวิตจริงของคนเรา ก็ล้วนแต่ต้องเผชิญกับ “ทางเลือก” ที่แตกต่างหลากหลาย เผชิญกับความสับสนว้าวุ่นใจในท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบเค้นบังคับ ที่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของคนเราในบางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาภายในใจเสมอไป แต่มาจากเหตุการณ์ภายนอกที่พลิกผันไม่แน่นอน

การตัดสินใจเลือกระหว่าง “ความนิรันดร์ของสมการคณิตศาสตร์” หรือ “อำนาจทางการเมืองอันหวานละมุนในช่วงสั้น แต่ไม่จีรังยั่งยืน” ย่อมไม่มีบทสรุปตายตัวว่าควรเลือกสิ่งใด ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการประเมินคุณค่าภายในใจของแต่ละคน

นี่คือ “ความงาม” ที่มีรสละมุน ซึ่งค่อยๆผุดขึ้นมาจากการจิบอ่าน “มหากาพย์ภูผามหานที” ที่ภายใต้การต่อสู้ช่วงชิงอันดุเดือดของแต่ละฝ่ายแล้ว ยังมีอารมณ์อ่อนไหวที่เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติทุกคนหลบซ่อนอย่างเอียงอายอยู่ภายใน

โดยเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ต้นฉบับจาก Siam Intelligence Unit

วันเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ส.ค.ส. ปี 53 จาก น.นพรัตน์

คุณน.นพรัตน์ฝากสวัสดีปีใหม่มาทางสมาชิกพันทิปท่านหนึ่งครับ และนอกจากสวัสดีปีใหม่แล้วก็บอกเล่าข่าวคราวของหนังสือที่จะออกในปีหน้า เห็นในบล็อกนี้มีคนอ่านภูผามหานทีอยู่เลยเอามาฝากกันครับ

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่พ.ศ.๒๕๕๓ ผมขอส่งส.ค.ส.ปี๒๕๕๓ มาอวยพรแทนตน และขอถือโอกาสขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานการแปลของผมมา ณ ที่นี้

ช่วงนี้ท่านคงเพลิดเพลินกับการติดตาม มหากาพย์ภูผามหานที ตอนวีรกรรมผู้กล้า เรื่องนี้สมควรชื่อว่าภูผาคุหลุน ซึ่งจะจบในเล่ม ๘ และเล่ม ๗ ที่จะวางตลาดในเดือน ม.ค.ศกหน้า ท่านจะได้ล่วงรู้ที่มาของชื่อเรื่องคุนหลุน ส่วนเล่ม๘ จะหนาเป็นพิเศษ และรวมความสนุกสนานทั้งหมดไว้ในเล่มจบ

ถัดจากวีรกรรมผู้กล้า ผมจะนำเสนอผลงานทวิภาคของเฟิ่งเกอหรือมหานทีชังไห่ เป็นเหตุการณ์หลังจากภูผาคุนหลุนผ่านไปสองร้อยปี
ประเทศจีนผลัดแผ่นดินจากราชวงศ์มองโกล เข้าสู่ยุคกลางของราชวงศ์หมิง และเต็มไปด้วยยอดฝีมือจากโพ้นทะเล วิชาฝีมือที่พิสดารพันลึก ผมจึงตั้งชื่อเรื่องว่า ยอดวิชาปาฏิหาริย์

ถ้าท่านเคยร่วมงานเปิดตัวมหากาพย์ภูผามหานทีที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ ๒๑ ต.ค. ๕๒ คงทราบจากการสนทนาระหว่างผมกับคุณก่อศักดิ์ว่าจะมีการนำเสนอผลงานของ "กิมย้งหญิง"

ผมขอถือโอกาสนี้แจ้งให้ทราบว่ากิมย้งหญิงเป็นนักเขียนที่กำลังโด่งดังในไต้หวัน ฮ่องกง ขณะที่เฟิ่งเกอเป็นนักเขียนหนุ่มที่มีชื่อในจีนแผ่นดินใหญ่ จึงนับเป็นความโชคดีของนักอ่านชาวไทยที่จะได้อ่านผลงานของผลงานของนักเชียนชื่อดังทั้งทางจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันและฮ่องกง

ในส่วนของ "อุนสุยอัน" ผมจะทยอยปรับปรุงเรื่องผู้หาญหล้าภูษาขาว กวีในดงดาบและจริยะวีรชนออกมา และหากอุนสุยอันมีผลงานใหม่จะหาทางแปลแทรกให้อ่านกัน คิดว่าคงไม่นานเกินรอ (หรืออาจจะรอเก้อก็ได้)

น.นพรัตน์

เครดิตจาก http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K8668213/K8668213.html